หากจะกล่าวถึงแบรนด์เครื่องหนังชั้นนำที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นและความเป็นมาอันสวยหรูในหน้าประวัติศาสตร์โลกแห่งเครื่องหนังชั้นสูงแล้วคงไม่มีใครไม่นึกถึงโลเอเว่ (Loewe) แบรนด์เครื่องหนังสัญชาติสเปนที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1846 ซึ่งรังสรรค์ผลงานชิ้นเอกอย่างกระเป๋า Amazona ขึ้นในปีค.ศ. 1975 กระเป๋าหนังกลับใบสวยไร้ซึ่งรอยต่อสมบูรณ์แบบทั้งรูปลักษณ์สุดคลาสสิกและสัมผัสนุ่มนวล สัญลักษณ์แห่งอิสระภาพของผู้หญิงสมัยใหม่ยุค '70s (อันเป็นยุคที่ผู้หญิงก้าวข้ามขอบกฎเกณฑ์ทางสังคม วัฒนธรรมและการเมือง) และกระเป๋า Flamenco หนังนัปป้าสุดเซ็กซี่ด้วยสีสันจัดจ้านที่มีน้ำหนักเบาราวกับว่ากระเป๋านี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเรือนกายของสาวงามผู้เป็นเจ้าของ เราได้ร่วมสัมผัสความงามแห่งศักราชใหม่ในแบบฉบับโลเอเว่อย่างใกล้ชิด ณ กรุงปักกิ่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา นอกจากคอลเลกชั่นเสื้อผ้าและเครื่องหนังล่าสุดแล้ว โลเอเว่ยังรังสรรค์นิทรรศการ 'World of Loewe' ที่จำลองห้องทำงานของช่างเครื่องหนังยอดฝีมือสาธิตการทำกระเป๋าอย่างละเอียดโดยผู้เชี่ยวชาญของแบรนด์ที่อุทิศตนให้กับการสร้างสรรค์เครื่องหนังกว่า 51 ปี พร้อมจัดแสดงกระเป๋าอะมาโซน่ารุ่นพิเศษในสีสันสวยล่าสุดที่ออกแบบขึ้นเพื่องานนี้โดยเฉพาะ และเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์สจ๊วร์ต วีเวอร์ส (Stuart Vevers) ดีไซเนอร์หนุ่มชาวอังกฤษเจ้าของรางวัล British Fashion Council's Accessory Designer of the Year Award (ปีค.ศ. 2007) ผู้ฝากผลงานออกแบบชื่อดังไว้กับแบรนด์หรูระดับโลกมากมาย และผู้ครองตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของโลเอเว่ตั้งแต่ปีค.ศ. 2008 จนถึงปัจจุบัน
สัมผัสเทคโนโลยีทันสมัยในโลกแห่งเครื่องบอกเวลากับนาฬิกาแบรนด์ดังชั้นนำที่เพียบพร้อมไปด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานสุดล้ำและดีไซน์ทันสมัยที่ไม่เหมือนใคร
เริ่มด้วยนาฬิกา คาสิโอ (Casio) ที่นำเสนอซีรี่ย์ G – SHOCK ด้วยนวัตกรรมนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุด G – Gravity (G – 1200) ด้วยหน้าปัดขนาดกว้างพิเศษที่ออกแบบให้มีลักษณะเดียวกับแผงหน้าปัดควบคุมบนเครื่องบิน ผสมผสานลูกเล่นโครงสร้างตัวหน้าปัดถึง 3 ระดับ ทั้งเข็มบอกเวลาและกรอบหน้าจอแสดงแบบดิจิตอล รวมถึงการเลือกใช้โลหะยูรีเทนมาเป็นวัสดุของขอบตัวเรือนที่ให้ความรู้สึกถึงความแข็งแกร่งและการปกป้องตัวเรือนได้อย่างดีเยี่ยมหน้าปัดขนาดย่อมแบบสองเข็มในตำแหน่ง 3 และ 6 นาฬิกา พร้อมหน้าปัดย่อยแบบสามเข็ม ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา นอกจากนั้นยังออกแบบให้มีคุณสมบัติการต้านทานแรงเหวี่ยงระดับสูงขนาด 370 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สามารถชาร์จพลังงานได้ด้วยตัวเองผ่านระบบแผงโซลาร์ภายในที่เชื่อมต่อกับแบตเตอรี่โดยตรงช่วยเพิ่มความมั่นใจว่าทุกฟังก์ชั่นการใช้งานจะสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นตลอดระยะเวลาการใช้งาน ทั้งยังช่วยลดความถี่ของการเปลี่ยนแบตเตอรี่นาฬิกาอีกด้วย ประกอบกับระบบควบคุมความเที่ยงตรงของเวลาและเทคโนโลยีการปรับเวลาอัตโนมัติเวลาถึง 29 เมืองสำคัญทั่วโลก การจับเวลาในระบบโครโนกราฟ คุณสมบัติกันน้ำได้ลึกถึง 200 เมตร และระบบป้องกันการสั่นสะเทือนที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญของนาฬิการุ่น G – SHOCK
หลังจากประสบความสำเร็จกับคอลเลกชั่นแรกฤดูใบไม้ร่วงนี้ เคท มอส ยังคงร่ายมนตร์ให้กระเป๋าลองชองป์ (Longchamp) น่าตื่นตายิ่งขึ้นด้วย 3 ไลน์ใหม่ 3 สไตล์
กล่าวได้ว่ากระเป๋า Kate Moss For Longchamp บ่งบอกถึงสไตล์ของเคท มอสได้ดีที่สุดเพราะเธอไม่ใช่แค่รับหน้าที่ถือไปไหนต่อไหน แต่เธอยังรับผิดชอบออกแบบเพื่อให้ตรงความต้องการของตนเอง...ซึ่งแน่นอนว่าเป็นความต้องการของสาวๆทุกคนด้วย และสำหรับคอลเลกชั่นที่สองที่เธอรับหน้าที่ดีไซเนอร์นี้ก็ยังคงความตื่นตาตื่นใจได้ไม่ต่างจากคอลเลกชั่นแรก เธอเล่าถึงแรงบันดาลใจว่า “ฉันมีกระเป๋าวินเทจยุค ’70s อยู่สองสามใบที่ได้มาจากร้านมือสองในมาร์ราเคชและฟลอเรนซ์ค่ะ มีอยู่ใบหนึ่งเป็นงานปะต่อ (Patchwork) ก็เลยเอาไปให้โซฟีดู (โซฟี เดอลาฟงเตน ผู้อำนวยการของลองชองป์) แล้วเธอก็บอกว่าให้มาดูงานเก่าของลองชองป์สิแล้วพอไปดูจริงๆ ฉันก็ได้ค้นพบว่าในยุคเดียวกันนั้น ลองชองป์ก็ทำกระเป๋าปะต่อและหนังแกะเหมือนกันเลยค่ะ”
กระเป๋าปะต่อลายจักรราศีที่แซร์จ เมนด์จิสกี (Serge Mendjisk) ศิลปินที่ได้รับเชิญมาออกแบบให้ลองชองป์ในช่วงยุค 1970s นั้นได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เคท มอสสร้างสรรค์กระเป๋าล่าสุดในชื่อ Neo Patch แน่นอนว่าเธอนำเสนอออกมาอย่างร่วมสมัยด้วยหนังลูกวัวลวดลายสี่เหลี่ยมคางหมูในโทนสีโปรดของเธอทั้งเทา มรกต และแดงสด และมีทั้งแบบใบใหญ่หิ้วยามกลางวันและกระเป๋าหนีบออกงานหรู ซึ่งเธอบอกว่า “เป็นไลน์โปรดของฉันเลยค่ะ” รวมถึงกระเป๋ารุ่น Neo Precious ซึ่งเป็นกระเป๋าหนีบหรูหราสำหรับออกงานกลางคืน ทำจากหนังลูกวัวมันวาวผ่านกรรมวิธีให้ดูคล้ายกหนังจระเข้ ซึ่งถือแล้วคุณรู้สึกเหมือนได้เป็นนางเอกในนิยายของเอฟ สก็อตต์ ฟิตเจอรัลต์ ในสมัยแจ๊ซ เอจ (Jazz Age) โดยไม่รู้ตัว “หนังแปลกตาแบบนี้ถูกใจฉันมากค่ะ แล้วฉันก็ชอบที่มีการประดับอัญมณีบนกระเป๋าด้วย” เคทเล่า
กระเป๋าแบรนด์ Gucci ตอนที่อูโด เอ็ดลิ่ง (Udo Edling) ดีไซเนอร์หนุ่มชาวโรมาเนียนเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแอ็กเนอร์ แบรนด์เครื่องหนังจากเยอรมนี ซึ่งเป็นที่จดจำด้วยโลโก้ตัวเอ สัญลักษณ์เกือกม้าและสีแดงไวน์ (Chianti) เขากล่าวถึงสิ่งที่เขาตั้งใจนำเสนอว่าคือ "ความหรูปราชั้นเลิศที่ใช้ได้ในชีวิตจริง" ถึงแม้ว่าฤดูใบไม้ร่วง 2010 เขาจะได้แรงบันดาลใจจากอัศวินในยุคเรอเนสซองส์ แต่ผู้หญิงในแบบของเขาก็เป็นอัศวินสาวยุคใหม่เช่นที่แสดงออกให้เห็นผ่านโอเวอร์โค้ตเน้นวอลุ่มและเด่นที่ปกเสื้อ แจ๊กเก็ตเย็บสักและเน้นช่วงไหล่แบบยุคโบราณไปจนถึงกางเกงขี่ม้าที่ช่วยเสริมโครงชุดโดยรวม
ทั้งหมดนี้เพราะเอ็ดลิ่ง ประสบความสำเร็จในปารีส (เขามีชื่ออยู่ในสมาพันธ์ห้องเสื้อชั้นสูง La Chambre Syndicale de la Haute Couture) เข้าใจถึงความคลาสสิกและสปอร์ตในแบบแอ็กเนอร์...นับตั้งแต่ยุค 1940 ที่เอเตียน แอ็กเนอร์ซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยคริสเตียน ดิออร์และคริสโตบัล บาลองเซียก้าเดินทางไปนิวยอร์ก เขาได้เริ่มธุรกิจของตัวเองจากการผลิตเข็มข้ดและกระเป๋าในเวลาต่อมา แอ็กเนอร์เป็นคนหนึ่งที่มีแนวคิดล้ำสมัยเพราะกล้าจับคู่วัสดุอย่างฟาง ลินินหรือแม้แต่ตะข่ายเข้ากับหนัง ทั้งยังทำให้สีแดงไวน์เป็นที่นิยมและบ่งบอกความเป็นแอ็กเนอร์แทนที่จะเป็นสีดำ สีเบจ หรือสีอื่นๆ แบบที่นิยมกัน
"สีแดงไวน์อาจเป็นสีที่คนชอบยาก แต่ก็เป็นสีของความลุ่มหลงและเลือดซึ่งผมอยากจะทำให้กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งครับ" เอ็ดลิ่งเคยให้สัมภาษณ์ไว้ อย่างในคอลเลคชั่นกระเป๋าล่าสุดที่ได้แรงบันดาลใจจากยุคอัศวิน เช่น เดียวกับเสื้อผ้าก็ปรากฎโฉมในโทนสีแดงไวน์ด้วยเช่นกัน นอกจากการใช้สีสันอื่นๆ ที่เสริมเติมความทันสมัย รวมทั้งวัสดุอย่างหนังงู และหนังที่ผ่านกรรมวิธีให้ดูเหมือนหนังจระเข้ และหนังกระเบนตกแต่งด้วยโลหะ เลเซอร์ การตอกลาย หรือการย้อมสี
"ยังขายกระเป๋าอยู่หรือเปล่าคะ" ร้านค้าออนไลน์ขายกระเป๋าแฟชั่น ทั้งเครื่องประดับ นาฬิกาแบรนด์เนมต่างๆ คงจะเคยเจอคำถามลักษณะนี้จากลูกค้ากันทุกคน ที่ลูกค้าถามแบบนี้คาดว่าเพราะเพิ่งเข้ามาดูเว็บของร้านเป็นครั้งแรกจึงไม่รู้ว่าเว็บมีความเคลื่อนไหวหรือเปล่า ขนาดบางร้านขยันออกโปรโมชั่นปรับเปลี่ยนไปมาอยู่เสมอก็ยังไม่วายเจอคำถามแบบนี้ อีกสาเหตุหนึ่งที่เป็นไปได้ก็คือในอินเตอร์เน็ตมีร้านค้าเปิดใหม่และปิดไปแล้วในแต่ละวันเยอะมาก ร้านออนไลน์ที่ปิดไปแล้วไม่เหมือนหน้าร้านทั่วไปที่มองเห็นประตูที่ปิดหรือล็อคไว้ปุ๊ปก็รู้ทันทีเลยว่าเลิกขายไปแล้ว แต่กับร้านออนไลน์ที่ขายของชนิดต่างๆ ไม่จำเพาะว่ากระเป๋า หรือสินค้าแฟชั่นอื่นๆ ถ้าเจ้าของร้านไม่ได้แก้ไขหน้าเว็บไว้ ถึงจะเลิกขายไปแล้วแต่หน้าเว็บนั้นก็จะยังสามารถเปิดดูข้อมูลได้ปรกติจนกว่าเว็บนั้นๆ จะหมดอายุลง ลูกค้าที่เปิดมาเจอในครั้งแรกก็เลยอาจไม่มั่นใจก็เป็นได้
พูดถึงเรื่องขายกระเป๋ามีอยู่ครั้งหนึ่งสมัยเริ่มขายใหม่ๆ มีออเดอร์กระเป๋าแฟชั่นเข้ามาก็ได้จัดส่งสินค้าให้ลูกค้าตามปรกติ ปรากฏว่าผ่านไปหนึ่งเดือนลูกค้าโทรมาบอกว่ายังไม่ได้รับสินค้า เราก็ตกใจแกมแปลกใจว่าตั้งนานแล้วยังไม่ได้รับสินค้าอีกเหรอ จึงตรวจสอบกับทางไปรษณีย์ได้ความว่าพัสดุตีกลับเนื่องจากไม่มีผู้รับ ก็เลยต้องส่งสินค้าไปให้ลูกค้าอีกรอบหนึ่ง ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อว่าลูกค้าท่านนี้อะไรจะใจเย็นขนาดนั้น ธรรมดาไม่เกิน 3-4 วันถ้ายังไม่ได้รับสินค้าลูกค้าก็จะโทรมาถามแล้วว่าส่งหรือยัง หลังจากส่งสินค้าไปแล้วก็เลยโทรแจ้งคุณลูกค้าว่าพัสดุน่าจะไปถึงวันไหนจะได้อยู่รอรับและถ้าคราวหน้ายังไม่ได้รับสินค้าก็รีบโทรมาทวงได้เลยนะไม่เกรงใจคนขาย ยินดีให้บริการ เผื่อมีปัญหาอะไรจะได้แก้ไขทัน หลังๆ มาหลังจากส่งพัสดุเสร็จแล้วก็เลยต้องคอยตรวจสอบดูว่าพัสดุถึงปลายทางเรียบร้อยดีหรือเปล่า